ทำไมเงินเฟ้อทางการแพทย์สูงขึ้น และคนไทยควรรู้วิธีรับมือกับค่าใช้จ่ายสุขภาพ

จากงานสัมนา : Sustainability of Thailand HEALTH CARE SYSTEM FORUM

จัดโดย : บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ร่วมกับ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

วันที่ : 11 มีนาคม 2568 เวลา 13.00 -16.00 น.

สถานที่จัด : อาคารเรียนรวม ห้อง L01 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (พญาไท) 

Sustainability of Thailand HEALTH CARE SYSTEM FORUM

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์หรือ "เงินเฟ้อทางการแพทย์" ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยแต่ยังเป็นปัญหาในระดับโลก หลายคนอาจสังเกตว่าค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนสูงขึ้นเรื่อยๆ ประกันสุขภาพจึงกลายเป็นทางเลือกสำคัญในการดูแลสุขภาพและควบคุมค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด แต่การวางแผนรับมือกับ "เงินเฟ้อทางการแพทย์" ต้องเข้าใจที่มา สาเหตุ และวิธีการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้คุ้มครองสุขภาพของคุณและครอบครัวได้อย่างมั่นคง

เงินเฟ้อทางการแพทย์ หมายถึงการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและบริการสุขภาพในแต่ละปี โดยจากข้อมูลของบริษัทประกันชั้นนำ พบว่าอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์มักสูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปเกือบทุกปี ยิ่งหลังยุคโควิด-19 เทรนด์ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ยิ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปเริ่มกลับสู่ระดับปกติ แต่เงินเฟ้อด้านสุขภาพยังไม่ลดลงเลย

  1. การรับรู้เรื่องสุขภาพสูงขึ้น: หลังโควิด คนไทยและทั่วโลกให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ต้องการเข้าถึงบริการทางการแพทย์มากขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้บริการและจำนวนเคลมประกันสูงขึ้น
  2. สังคมผู้สูงอายุ: ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย โดยในปี 2040 ประชากรไทยกว่า 26% จะมีอายุเกิน 65 ปี โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน มะเร็ง เพิ่มขึ้นตามอายุ ทำให้ค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • นวัตกรรมการรักษาใหม่ ๆ และเทคโนโลยีการแพทย์ช่วยยืดอายุคนไข้ แต่ก็ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นทั้งด้านยา เครื่องมือแพทย์ และค่าบริการจากบุคลากรทางการแพทย์
  • พฤติกรรมการรับบริการเกินจำเป็น เช่น การตรวจซ้ำโดยไม่จำเป็น หรือการเข้ารับการรักษาโดยไม่มีอาการฉุกเฉิน เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมสูงขึ้น บริษัทประกันพบว่ากว่า 73-79% ของเคส มีปัจจัยนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง
  • เงินเฟ้อทางการแพทย์ส่งผลให้เบี้ยประกันสุขภาพปรับตัวสูงขึ้น บางประเทศ เช่น มาเลเซีย พบว่าเบี้ยประกันสุขภาพบางแผนเพิ่มขึ้นเกือบ 50% ในเวลาอันสั้น
  • ประเทศไทยมีแนวโน้มต้องรับมือกับสถานการณ์เดียวกัน หากไม่มีมาตรการควบคุมหรือปรับโครงสร้างการร่วมจ่ายในระบบประกัน
  • หากเงินเฟ้อทางการแพทย์ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประชาชนอาจต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองมากขึ้น หรืออาจไม่สามารถซื้อประกันสุขภาพได้ในอนาคต เพราะค่าเบี้ยแพงเกินเอื้อม
การจัดการเงินเฟ้อทางการแพทย์ด้วย "ระบบร่วมจ่าย" (Co-pay)

ระบบร่วมจ่าย หรือ Co-pay คือ การที่ผู้เอาประกันภัยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งในแต่ละครั้งที่ใช้บริการ เช่น จ่าย 10% ของค่ารักษาเอง และบริษัทประกันจ่ายส่วนที่เหลือ

  • ประเทศสิงคโปร์: บังคับให้มีการร่วมจ่ายขั้นต่ำ 3-10% พร้อมกับค่าธรรมเนียมแรกเข้า (deductible) เพื่อป้องกันการใช้บริการเกินจำเป็น และช่วยให้ระบบประกันสุขภาพมีความยั่งยืน
  • ประเทศมาเลเซีย: เริ่มนำระบบร่วมจ่ายมาใช้ในกรมธรรม์ใหม่โดยสมัครใจ เพื่อควบคุมเบี้ยประกันและรักษาความคุ้มครองในระยะยาว

ประเทศไทยได้นำระบบร่วมจ่าย (Co-payment) มาปรับใช้ในระบบประกันสุขภาพแล้วอย่างเป็นทางการ โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ออกมาตรฐานใหม่ให้บริษัทประกันสามารถเสนอแผนความคุ้มครองสุขภาพแบบมีส่วนร่วมจ่ายได้ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญสำหรับผู้บริโภคในการวางแผนประกันสุขภาพของตนเอง

ระบบ Co-pay ที่นำมาใช้ ไม่ได้เป็นการบังคับใช้กับประกันสุขภาพทุกรูปแบบ แต่เป็น "ทางเลือก" สำหรับผู้ซื้อประกัน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยควบคุมค่าเบี้ยประกันไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินไป และส่งเสริมให้เกิดการใช้บริการทางการแพทย์อย่างสมเหตุสมผล

โดยทั่วไปแล้ว แผนประกันแบบ Co-pay จะกำหนดให้ผู้เอาประกันมีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ที่แน่นอน เช่น 20% หรือ 30% ของค่ารักษาพยาบาลในแต่ละครั้งที่มีการเคลม ขณะที่บริษัทประกันจะรับผิดชอบส่วนที่เหลือตามวงเงินที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

  • ไม่ได้บังคับใช้ทุกกรมธรรม์ ผู้บริโภคยังมีสิทธิ์เลือกซื้อแผนประกันสุขภาพแบบ "จ่ายตามจริง" ที่ไม่มีเงื่อนไข Co-pay ได้ตามปกติ
  • ทางเลือกเพื่อเบี้ยที่เหมาะสม แผนประกันแบบ Co-pay มักจะมีค่าเบี้ยประกันที่ต่ำกว่าแผนความคุ้มครองเต็มรูปแบบ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงความคุ้มครองสุขภาพได้ง่ายขึ้น
  • ใช้ในเงื่อนไขการต่ออายุ ในบางกรณี สำหรับผู้เอาประกันที่มีประวัติการเคลมสูงอย่างต่อเนื่อง บริษัทประกันอาจเสนอให้ต่ออายุกรมธรรม์ในปีถัดไปโดยมีเงื่อนไข Co-pay เพื่อให้ยังคงสามารถให้ความคุ้มครองต่อไปได้
  • สร้างความตระหนักรู้และความรับผิดชอบร่วมกัน ระบบนี้ส่งเสริมให้ผู้เอาประกันตระหนักถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกรับการรักษาที่จำเป็น ซึ่งจะช่วยสร้างความยั่งยืนให้แก่ระบบประกันสุขภาพในระยะยาว

การมีระบบ Co-pay ถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญของวงการประกันสุขภาพในประเทศไทย ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างความคุ้มครองที่ครอบคลุมและค่าเบี้ยประกันที่สมเหตุสมผล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้เอาประกันและเสถียรภาพของระบบประกันโดยรวมในอนาคต

  • พิจารณาแผนประกันที่มีความยืดหยุ่น เช่น มีวงเงินคุ้มครองสูง หรือมีระบบร่วมจ่ายที่เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้บริการของตัวเอง
  • ตรวจสอบรายละเอียดเงื่อนไข เช่น วงเงินประจำปี ค่าร่วมจ่าย กำหนดการเบิกจ่ายของแต่ละโรคหรือการรักษา
  • การมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีและการตรวจสุขภาพเป็นประจำ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย ลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการเข้ารับบริการโดยไม่มีเหตุผลจำเป็น
  • ควรเปรียบเทียบเบี้ยประกันและความคุ้มครองจากหลายบริษัท รวมถึงตรวจสอบนโยบายใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับสถานการณ์เงินเฟ้อทางการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
  • สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ต้องเตรียมตัวรับมือกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้น
  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรผลักดันให้มีมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายและออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันที่ตอบโจทย์ทั้งความคุ้มครองและความยั่งยืน
  • บริษัทประกันควรบริหารจัดการร่วมกับโรงพยาบาลและผู้ให้บริการด้านสุขภาพ เพื่อต่อรองค่าใช้จ่าย จัดทำแพ็คเกจค่ารักษา และบริหารความเสี่ยงร่วมกัน
  • ใช้เทคโนโลยีและข้อมูล Big Data วิเคราะห์แนวโน้มและวางแผนบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เงินเฟ้อทางการแพทย์กำลังเป็นแรงกดดันต่อทั้งภาคประชาชนและระบบสุขภาพในประเทศไทย การเข้าใจถึงสาเหตุ แนวโน้ม และการเตรียมตัวรับมือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเลือกแผนประกันที่เหมาะสม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้บริการ หรือวางแผนทางการเงิน การตระหนักรู้และวางแผนล่วงหน้า จะช่วยให้คุณและครอบครัวผ่านพ้นความท้าทายนี้ไปได้อย่างมั่นคง พร้อมรับมือกับค่าใช้จ่ายทางสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างชาญฉลาด