เข้าใจ “ประกันสังคม” กับบทบาทในการคุมเงินเฟ้อทางการแพทย์ 

จากงานสัมนา : Sustainability of Thailand HEALTH CARE SYSTEM FORUM

จัดโดย : บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ร่วมกับ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

วันที่ : 11 มีนาคม 2568 เวลา 13.00 -16.00 น.

สถานที่จัด : อาคารเรียนรวม ห้อง L01 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (พญาไท) 

เข้าใจ “ประกันสังคม” กับบทบาทในการคุมเงินเฟ้อทางการแพทย์

ในยุคที่ค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพพุ่งสูงขึ้นทุกปี หลายคนอาจสงสัยว่า "ประกันสังคม" มีบทบาทอย่างไรในการดูแลสุขภาพของคนไทยและช่วยควบคุมค่ารักษาพยาบาลให้ไม่บานปลาย บทความนี้จะพาไปรู้จักกลไกสำคัญของประกันสังคมในมุมที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน รวมถึงเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียและวิธีที่ระบบนี้พยายามควบคุมเงินเฟ้อทางการแพทย์เพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตนทุกคน

ประกันสังคมในประเทศไทยถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 2535 เพื่อเป็นหลักประกันความเสี่ยงในชีวิตให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มลูกจ้างในบริษัทต่างๆ ทั้งนี้เป็นการรวมเงินสมทบจากลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาลเข้าด้วยกัน ทำให้เป็น “กองทุนขนาดใหญ่” ที่ครอบคลุมลูกจ้างในระบบราว 12 ล้านคนต่อเดือน รวมถึงผู้ที่ลาออกแล้วสมัครส่งเงินสมทบเอง (มาตรา 39) อีกกว่าล้านคน รวมกว่า 13 ล้านคนทั่วประเทศ

ผู้ประกันตนจะถูกหักเงินเดือน 5% สูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน นายจ้างจ่ายสมทบเท่ากัน และรัฐบาลสมทบอีก 2.75% โดยเงินที่ได้จะถูกจัดสรรออกเป็นกองทุนย่อยครอบคลุม 4 กรณีหลัก ได้แก่ การเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ และเสียชีวิต

เมื่อเทียบกับการซื้อประกันสุขภาพเอกชน ประกันสังคมดูจะเป็นทางเลือกที่เข้าถึงง่ายและครอบคลุมบริการที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก โดยเฉพาะกับผู้มีรายได้ไม่สูง

หนึ่งในข้อดีของระบบประกันสังคมคือ สามารถเลือกโรงพยาบาลที่อยู่ในเครือข่ายได้ทั้งรัฐและเอกชน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่คนส่วนใหญ่มักเลือกโรงพยาบาลเอกชนเพราะให้บริการที่รวดเร็วและครบวงจร อย่างไรก็ตาม หากไปรักษานอกโรงพยาบาลที่เลือกไว้จะต้องสำรองจ่ายเองแล้วนำใบเสร็จมาเบิกภายหลัง

สิทธิประโยชน์มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนเสมอ ครอบคลุมตั้งแต่โรคทั่วไป โรคเรื้อรัง (เช่น เบาหวาน ฟอกไต) การรับยาต้านไวรัส ยาต้านเซลล์เอดส์ และสิทธิ์ทางทันตกรรม เช่น ขูดหินปูน อุดฟัน ได้ปีละ 900 บาทโดยไม่ต้องไปที่โรงพยาบาลตามสิทธิ์

หนึ่งในปัญหาหลักของระบบประกันสุขภาพทั่วโลกคือค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงขึ้นเร็วกว่าเงินเดือน ประกันสังคมไทยจึงออกแบบกลไกควบคุมเงินเฟ้อทางการแพทย์ให้มีเสถียรภาพ และไม่กระทบต่อสิทธิ์ของผู้ประกันตน

ประมาณ 70% ของค่าใช้จ่ายที่ประกันสังคมจ่ายให้โรงพยาบาลจะใช้ระบบ “เหมาจ่าย” หรือ Capitation กล่าวคือ โรงพยาบาลจะได้รับเงินล่วงหน้าสำหรับผู้ประกันตนแต่ละราย ปีละ 1,800 บาท ไม่ว่าจะไปใช้บริการมากน้อยแค่ไหน วิธีนี้ช่วยป้องกันการเรียกเก็บค่ารักษาเกินจริง (Overtreatment) และลดการเข้ารับบริการโดยไม่จำเป็น เพราะโรงพยาบาลจะบริหารต้นทุนให้พอดี

อีกประมาณ 30% ใช้วิธีจ่ายตามรายการบริการจริง เช่น การรักษาโรคเฉพาะทาง มะเร็ง ผ่าตัด ฯลฯ โดยสำนักงานประกันสังคมจะเป็นผู้กำหนดราคาและเงื่อนไขอย่างชัดเจน ไม่ใช่โรงพยาบาลกำหนดเอง ช่วยคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้สูงเกินไป

ประกันสังคมเน้นการตรวจสุขภาพประจำปีและทันตกรรม เพื่อป้องกันโรคร้ายแรงที่อาจสร้างค่าใช้จ่ายมหาศาลในอนาคต การให้สิทธิ์นี้แก่ผู้ประกันตนถือเป็นกลไกควบคุมต้นทุนเชิงรุก

ความท้าทายและข้อเปรียบเทียบกับประกันสุขภาพเอกชน
  • ช่วยคุมเงินเฟ้อทางการแพทย์ได้จริง: ระบบเหมาจ่ายและการเจรจาต่อรองกับโรงพยาบาลทั้งระบบทำให้ค่าใช้จ่ายรวมเฉลี่ยต่อปีเพิ่มขึ้นไม่มาก (เฉลี่ย 2-5% ต่อปี) เมื่อเทียบกับระบบจ่ายตามจริงที่อาจพุ่งขึ้นถึง 12% ต่อปี
  • ครอบคลุมกลุ่มคนจำนวนมาก: เป็นกองทุนขนาดใหญ่ มีอำนาจต่อรองสูง และดูแลกลุ่มคนที่หลากหลายทั้งคนรายได้น้อยและกลาง
  • อาจต้องรอคิวนาน: เนื่องจากโรงพยาบาลได้รับเงินล่วงหน้าแล้ว อาจบริหารจัดการเพื่อลดต้นทุน ทำให้บางครั้งผู้ประกันตนต้องรอคิวนาน หรือได้รับยาพื้นฐานมากกว่ายาตัวเลือก
  • บริการบางอย่างเข้าถึงยากกว่าเอกชน: กลุ่มที่จ่ายเองหรือมีประกันเอกชนมักได้รับบริการเร็วกว่า เพราะโรงพยาบาลสามารถเก็บเงินได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
  • ประกันเอกชน เน้นการจ่ายตามรายการบริการจริง (Free for Service) ทำให้ผู้ใช้เข้าถึงบริการได้รวดเร็วกว่า แต่ค่าใช้จ่ายมักสูงขึ้นทุกปี และอาจเกิด Overutilization หรือการใช้บริการเกินจำเป็น
  • ประกันสังคม เน้นการควบคุมค่าใช้จ่าย ลดการใช้บริการเกินจำเป็น และกระจายความเสี่ยงในกองทุนขนาดใหญ่ แม้อาจไม่รวดเร็วเท่าเอกชน แต่เน้นประโยชน์ระยะยาวต่อทั้งระบบ

แม้ระบบประกันสังคมจะถูกวิจารณ์บ้างในเรื่องการให้บริการ แต่ก็ต้องยอมรับว่ากลไกต่างๆ ที่นำมาใช้ เช่น การเหมาจ่าย การเจรจาต่อรองกับโรงพยาบาล และการสนับสนุนการป้องกันโรค ล้วนช่วยควบคุมเงินเฟ้อทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้คนไทยส่วนใหญ่เข้าถึงการรักษาได้ในราคาที่สมเหตุสมผล และยังคงรักษาเสถียรภาพของกองทุนได้ต่อเนื่อง

ประกันสังคมไม่ใช่เพียงแค่หลักประกันสุขภาพพื้นฐานของคนไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมเงินเฟ้อทางการแพทย์ ช่วยให้ทั้งระบบอยู่รอดและสมดุล แม้จะมีข้อจำกัดในเรื่องความเร็วและการเข้าถึงบริการบางอย่าง แต่ก็เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์คนทำงานส่วนใหญ่ได้ดี ทั้งนี้การเข้าใจวิธีทำงานและข้อดีข้อเสียของระบบนี้ จะช่วยให้เราสามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างเต็มที่ และวางแผนสุขภาพในระยะยาวได้อย่างมั่นใจ