Work-Life ทำยังไงให้ Balance ฉบับคนบ้างาน

รู้ก่อนซื้อ Work-Life ทำยังไงให้ Balance ฉบับคนบ้างาน
เชื่อว่าวัยทำงานหลายคนกำลังประสบปัญหากับ “อาการเหนื่อยล้าจากการทำงาน” เนื่องจากให้ความสำคัญกับเรื่องงานมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว ทั้งเอางานมาทำในวันหยุดหรือต้องเคลียร์งานดึกดื่นทุกวัน ซึ่งหากยังมีกิจวัตรประจำวันแบบนี้ไปเรื่อยๆ แล้วไม่รีบแก้ไข อาจส่งผลให้เกิดความเครียดสะสม สภาพร่างกายย่ำแย่ แล้วเกิดโรคร้ายต่างๆ ตามมา ดังนั้นมาดูกันว่าพฤติกรรมแบบไหน เป็นสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าคุณเป็นคนบ้างานมากเกินไป

1. แยกเวลาส่วนตัวกับเวลางานไม่ได้ ให้ความสำคัญกับเรื่องงานมาเป็นอันดับ 1 งานคือทุกสิ่งของชีวิต โดยไม่สนเวลาพักผ่อน ไม่สนใจเรื่องสำคัญเรื่องอื่นๆ ในชีวิต

2. ต้องอดหลับอดนอนทำงานให้เสร็จ แม้ยังไม่ถึงกำหนดส่งงาน

3. ความสัมพันธ์กับคนรอบตัวแย่ลง เพราะทำงานหนักมากเกินไป

4. เมื่องานไม่เป็นไปตามที่คาดหวังจะรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่มีคุณค่า

5. เมื่อไม่มีงานหรืองานเสร็จแล้ว จะรู้สึกกระวนกระวาย รู้สึกผิด อยากจะทำงาน

6. ยังคงอยากทำงานตลอดเวลา ทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกด้านลบที่ไม่ได้ทำงาน

7. สภาพร่างกายและจิตใจรู้สึกเหนื่อยล้า  ทานอาหารไม่เป็นเวลา รีบทานมากเกินไป เลือกทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เพื่อความรวดเร็วและประหยัดเวลา

ผลข้างเคียงจากการทุ่มเทให้กับงานมากเกินขอบเขต นอกจากจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ยังนำมาซึ่งปัญหาเหล่านี้ตามมาอีกด้วย
เป็นผลมาจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานและไม่ได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
เป็นผลมาจากการใช้ชีวิตที่ตึงเครียด กดดันและคาดหวังในตัวเองสูง เมื่อไม่เป็นไปตามที่คาดหวังก็เกิดความวิตกกังวลและมีอาการเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว
มีปัญหาการนอนไม่หลับ นอนไม่พอ นอนหลับไม่สนิท นอนไม่เป็นเวลา
ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักไม่มีอาการที่ชัดเจน แต่จะมีอาการปวดมึนท้ายทอย ตึงที่ต้นคอ เวียนหัว ยิ่งถ้าทำงานหนักโดยไม่ยอมพักผ่อนอาจมีอาการปวดหัวเหมือนไมเกรน อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น นอนไม่หลับ ไปจนถึงเสียชีวิตได้
ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการจัดการกับความเครียดไม่ได้จนกลายเป็นเรื้อรัง กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งกระทบกับระบบหัวใจและหลอดเลือด

แนวทางการปรับ Work-Life ให้ Balance รับมือยังไงให้สุขภาพกายใจดี มีความสุข

  • จัดลำดับความสำคัญและความเร่งด่วนของงานที่ต้องทำ เพื่อให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพ
  • แบ่งเวลาใช้ชีวิต และเวลาทำงานให้เหมาะสม จำกัดขอบเขตการทำงานให้เป็นระบบ กำหนดเวลาเริ่มงานเลิกงานให้ชัดเจน ไม่เบียดเบียนเวลาส่วนตัว
  • เรียนรู้ที่จะปฏิเสธและต่อรองการขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน เพื่อภาระงานที่ไม่หนักจนเกินไป
  • ใช้เวลากับคนรอบตัวให้มากขึ้น เพื่อกระชับความสัมพันธ์และช่วยบรรเทาความเครียดได้
  • หาเวลาออกกำลังกายเพื่อผ่อนคลายความเครียดบ้าง หรือลองทำกิจกรรมอะไรใหม่ๆ อาจได้แรงบันดาลใจดีๆ ทำให้สามารถรับมือกับการทำงานได้ดีขึ้น

ทั้งนี้อย่าลืมกำหนดเป้าหมายชีวิต เพื่อวางแผนการทำงานและรักษาสมดุลในการใช้ชีวิตไปพร้อมกัน แล้วลองถามตัวเองกันดูว่าเราจัดสมดุลชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวได้มากน้อยแค่ไหน หากลองปรับตามแนวทางข้างต้นแล้ว ยังรู้สึกว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง อาจหาเวลาไปพูดคุยกับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ เพื่อช่วยวางแผนการรับมือที่เหมาะสม

และคงจะไม่ดีแน่ถ้าเงินที่หามาจากการทำงานอย่างหนัก ต้องนำมาใช้เป็นค่ารักษาในอนาคต ดังนั้นมี ประกันสุขภาพไว้อุ่นใจกว่า หมดห่วงเรื่องค่ารักษาพยาบาล แผนประกันให้ความคุ้มครองสูงและครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์หลายแผน
 

คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
หรือโทรหาผู้เชี่ยวชาญของเราได้ที่ 022328555
 
*เงื่อนไขการรับประกันภัยเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด และลูกค้าควรศึกษาเพิ่มเติมเรื่องเงี่อนไขความคุ้มครอง ข้อกำหนด และข้อยกเว้นที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ก่อนการทำประกันภัย
 
ที่มา : https://bit.ly/3nBma0i
https://bit.ly/3B4Tksg
https://bit.ly/3HNH43r
https://bit.ly/3NLU5Os
https://bit.ly/3HN1328

Apologies, we are currently unable to handle your request.

Enter the text from the box. 60 seconds remaining. Can't read the text? Reload text

Form sent successfully.